Home / แจกแนวข้อสอบ / ถาม – ตอบ การสืบสวน สอบสวน
ถาม – ตอบ การสืบสวน สอบสวน

ถาม – ตอบ การสืบสวน สอบสวน

  1. Inquiry คืออะไร

ตอบ   การสืบสวน สอบสวน

  1. การสืบสวน สอบสวน คืออะไร

ตอบ   เป็นกระบวนการแสวงหาความจริงเพื่อนำไปสู่การค้นพบธรรมชาติ ลักษณะคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ  ตลอดจนการค้นพบหลักเกณฑ์ของธรรมชาติแล้วนำกฏเกณฑ์นั้นมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์เพื่อการควบคุมสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกของมนุษย์

  1. การสอนแบบการสืบสวน สอบสวน มีลักษณะและวิธีการคล้ายกับการสอนแบบใด

ตอบ   การสอนแบบการแก้ปัญหา

  1. จุดมุ่งหมายในการสอนแบบสืบสวนสอบสวนคืออะไร

ตอบ   1. เพื่อให้ผู้เรียนฝึกสังเกตวิเคราะห์ สิ่งแวดล้อมด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5

  1. เพื่อให้ผู้เรียนฝึกการอธิบายสาเหตุของปัญหาหรือสถานการณ์
  2. เพื่อให้ผู้เรียนฝึกการตั้งสมมุติฐาน ทำนายปรากฏการณ์ใหม่ด้วยหลักหรือทฤษฎีที่เรียนไปแล้ว
  3. เพื่อให้ผู้เรียนฝึกความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในการนำหลักเกณฑ์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
  4. การสอบสวน หมายถึง

ตอบ   การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลาย เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือการพิสูจน์ความผิดของบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดวินัย ให้ได้ความจริงและยุติธรรม เพื่อที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดตามความเหมาะสมแห่งพฤติการณ์ในการกระทำความผิด

  1. จรรยาบรรณของผู้ทำหน้าที่สอบสวน  ได้แก่

ตอบ  ๑. เคารพต่อหลักสิทธิและเสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

๒.อำนวยความยุติธรรมแก่คู่กรณีอย่างเสมอภาคโดยถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรม

๓. แสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานตามหลักเกณฑ์แห่งกฎหมาย ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง

๔. วิเคราะห์ข้อเท็จจริงให้ได้เหตุผล อันน่าเชื่อว่าผู้นั้นได้กระทำความผิด ก่อนมีการแจ้งข้อ

กล่าวหา

๕. ให้ความสำคัญและให้ความคุ้มครองต่อสิทธิของพยาน

๖. รักษาความลับในการสอบสวน

๗. สำนึกและยึดมั่นในวิชาชีพของนิติกรที่ทำหน้าที่สอบสวน

  1. คุณลักษณะที่ดีของผู้ซักถาม   มีอะไรบ้าง

ตอบ  ๑. รู้หลักจิตวิทยา

๒. มีความรู้ทั่วไปกว้างขวาง

๓. มีเชาว์ไหวพริบ

๔. มีบุคลิกภาพดี

๕. มีความพากเพียรพยายาม

๖. รู้จักทำความเชื่อมโยง

๗. มีวาจาสัตย์

๘. ความสามารถในการสังเกตและอ่านกิริยาท่าทีผู้ถูกซักถาม

  1. วิธีการสอบสวนและการรวบรวมข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน มีวิธีการเตรียมตัวอย่างไร

ตอบ  (๑) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของพยานที่มาให้ข้อเท็จจริงให้มากที่สุด เช่น คุณวุฒิ วัยวุฒิ รวมทั้งอุปนิสัยของพยาน เป็นต้น

(๒) ก่อนเริ่มคำถามควรแนะนำตัวเอง และบอกเล่าถึงเหตุแห่งการเชิญพยานมาให้ถ้อยคำ เพื่อให้พยานรู้สึกผ่อนคลายความวิตกกังวล

  1. เทคนิคการจดบันทึกถ้อยคำของพยานบุคคล มีข้อควรปฏิบัติอย่างไร

ตอบ  (๑) ต้องให้ผู้ให้ถ้อยคำเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้เห็นมาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั้นด้วยวาจาตั้งแต่ต้นจนจบ และซักถามจนเข้าใจเรื่องราวจากปากคำจนกระจ่างที่สุดจึงเริ่มบันทึก

(๒) การจดบันทึก ต้องจดให้ตรงกับที่ให้ถ้อยคำและตรงประเด็น (๓) จะซักถามอย่างไรต้องรู้ว่าข้อกล่าวหามีประเด็นอย่างไร

(๔) ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นพยานประเภทใด เช่น ประจักษ์พยาน พยานบอกเล่า หรือพยานพฤติเหตุแวดล้อม

(๕) ต้องบันทึกปากคำพยานทุกปาก แม้จะมีข้อเท็จจริงเหมือนกัน (๖) การให้ถ้อยคำว่าไม่รู้ไม่เห็นของพยานจะต้องบันทึกไว้ อย่าปล่อยทิ้งไป

(๗) พยานแวดล้อมในกรณีไม่มีประจักษ์พยานเป็นเรื่องสำคัญ (๘) การสอบถามปากคำพยานและการให้ถ้อยคำต้องมีลักษณะตอบคำถามอยู่ในตัวว่าใคร ทำอะไร กับใคร ที่ไหน เมื่อไรทำทำไม ทำอย่างไร ผลเป็นอย่างไร

(๙) การให้ถ้อยคำของพยานพาดพิงไปถึงบุคคลอื่นต้องสอบปากคำพยานที่ถูกพาดพิงถึง

(๑๐) เมื่อบันทึกคำให้การเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องอ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังอีกครั้งหนึ่งและบันทึกว่า “อ่านให้ฟังแล้วรับว่าถูกต้อง จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน”

(๑๑) การสอบสวนเพิ่มเติมทุกครั้งต้องอ่านคำให้การเดิมให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังก่อนทุกครั้ง

(๑๒) ควรบันทึกถ้อยคำตามถ้อยคำสำนวนของพยานที่มาให้ถ้อยคำ

  1. ลักษณะท่าทีของพยานที่ผู้สอบสวนจะต้องประสบกรณีที่เป็นพยานบุคคล อาจมีดังนี้ คือ

ตอบ   (๑) พยานประเภทไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

(๒) พยานประเภทไม่สนใจ ไม่ยอมให้ความร่วมมือ

(๓) พยานประเภทขี้สงสัย ขี้ระแวง

(๔) พยานประเภทช่างพูด ขี้คุย

(๕) พยานประเภทที่พูดตามความจริง

(๖) พยานเท็จ

(๗) พยานประเภทขี้อาย

(๘) พยานประเภทขี้โม้

(๙) พยานประเภทปฏิเสธ

  1. ประเภทของพยานหลักฐานแบ่งเป็นกี่ประเภท

ตอบ   ๔ ประเภท  ได้แก่

(๑) พยานบุคคล เป็นคำให้การหรือคำเบิกความของผู้ที่ประสบพบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง หรือพยานที่ได้รับการบอกเล่ามาจากบุคคลอื่น

(๒) พยานเอกสาร เป็นข้อมูลหรือข้อความ เรื่องราวที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคดี

(๓) พยานวัตถุ สถานที่ เป็นจำพวกเทปบันทึกเสียงหรือแผ่นซีดีบันทึกเสียง รูปถ่ายสถานที่บันทึกลักษณะหรือสภาพของวัตถุ

(๔) พยานผู้เชี่ยวชาญ เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพแขนงใดแขนงหนึ่ง ซึ่งมิได้เห็นเหตุการณ์ในคดีนั้นมาด้วยตนเอง

  1. พยานหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นแยกได้เป็นกี่กลุ่ม

ตอบ    ๓ กลุ่ม  ได้แก่

(๑) พยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา พยานประเภทนี้มีที่มา ดังต่อไปนี้

– จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุของคณะกรรมการสอบสวนเพื่อที่จะ ทราบได้ว่ามีบุคคล ทรัพย์สิ่งของใดอยู่ในที่เกิดเหตุบ้าง เช่น ขณะเกิดความเสียหายของทรัพย์สินที่เป็นของมหาวิทยาลัย ผู้ใดอยู่ในที่เกิดเหตุ หรือขณะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทของเจ้าหน้าที่ผู้ใดนำ ผู้บาดเจ็บส่งไปรับการตรวจรักษา บุคคลดังกล่าวนี้จึงเป็นพยานที่ได้จากที่เกิดเหตุ ดังนั้น ใน การตรวจสถานที่เกิดเหตุพึงแสวงหาบุคคลดังกล่าวนี้ เพื่อสอบสวนเป็นพยานในคดี

– จากการกล่าวอ้างหรือให้การหรือการยืนยันจากผู้เสียหาย หรือจากผู้กล่าวหา หรือจากพยานว่าเป็นบุคคลที่รู้เห็นในคดีนั้น ๆ

– จากบุคคลซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องหรืออาจยืนยันซึ่งเอกสารหรือวัตถุพยาน อันเป็นการสนับสนุนให้พยานเอกสารหรือวัตถุพยานนั้น ๆ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

การสอบสวนพยานนี้ ผู้สอบสวนชอบที่จะซักถามพยานที่ให้การเพื่อให้ได้ ข้อเท็จจริงในคดี และพิสูจน์ได้ว่าพยานรู้เห็นจริงหรือว่ามีการซักซ้อม ตระเตรียม ว่าจ้าง ให้มา เป็นพยาน ถ้าพยานให้การสอดคล้องต้องกันโดยเป็นเหตุเป็นผลก็เป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือ แต่ถ้าพยานแต่ละคนให้การขัดกันหรือมีเหตุผลข้อเท็จจริงที่ไม่น่าเป็นไปได้ น้ำหนักคำพยานนั้น ที่จะรับฟังก็ย่อมลดน้อยลง หรือไม่น่ารับฟัง แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงหรือ เหตุผลอื่นประกอบด้วย ฉะนั้น ในการสอบสวนพยานฝ่ายผู้กล่าวหาจะต้องสอบสวนโดยอาศัย ประสบการณ์ ตลอดจนการมีความรู้ในเรื่องความเป็นไปได้มาซักถามพยานอย่างละเอียด รอบคอบ

อย่างไรก็ตาม พยานที่ถูกกล่าวอ้างดังกล่าวนี้ จะต้องรีบสอบสวนโดยด่วน เพื่อป้องกันการซักซ้อมหรือในบางกรณีก็อาจมีการแยกสอบสวนพยานเพื่อป้องกันมิให้พยาน ได้พบปะกัน ภายหลังจากที่ได้สอบสวนพยานผู้หนึ่งไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ คู่กรณี และเพื่อมิให้ผู ้กล่าวหาหรือพยานดูถูกผู้สอบสวนได้ว่า รู้เท่าไม่ทันหรือถูกหลอก

(๒) พยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา หรือพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา พยานประเภทนี้ มักจะปรากฏจากบุคคลที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้าง เช่น อ้าง ว่าขณะเกิดเหตุพยานบุคคลนี้อยู่ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหา ไปด้วยกันหรืออ้างสถานที่อยู่ หรือจาก การตรวจสถานที่เกิดเหตุพบว่ามีเหตุผลเชื่อว่าบุคคลนี้อยู่กับผู้ถูกกล่าวหา จึงจำเป็นต้อง สอบสวนให้ได้ความกระจ่างว่า ในสถานที่ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาได้อยู่ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุเป็นใครบ้าง อีกทั้งต้องสอบสวนถึงเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ว่าได้มีการ กระทำอะไรเกิดขึ้น ซึ่งต้องรีบสอบสวนพยานหลักฐานต่าง ๆ นี้โดยเร็ว เพื่อให้พยานไม่มีโอกาส ได้พบปะกันระหว่างพยานด้วยกันหรือพบกับผู้ถูกกล่าวหา หรือพรรคพวกของผู้ถูกกล่าวหา อันจะทำให้พยานถูกกดดันหรือบีบคั้น เพื่อให้การบิดเบือนเป็นประโยชน์กับฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาได้

พยานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหานั้น ถ้ามิใช่เป็นบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ จริง ๆ แล้ว ย่อมจะให้การมีความแตกต่างถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหาที่ให้การไว้บ้างในหลายประเด็น เช่น การแต่งกาย การพูดคุย การก่อทำร้ายฝ่ายตรงกันข้าม หรือการใช้วาจาด่าทอ เป็นต้น เหล่านี้เป็นเบื้องต้นที่จะทำให้วินิจฉัยได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ให้การจริงหรือเท็จประการใดบ้าง

(๓) พยานกลาง พยานประเภทนี้ เป็นพยานที่ได้จากการสืบสวน สอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งจะเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเกี่ยวกับ เรื่องที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมากที่สุด พยานบุคคลที่ได้เช่นนี ้ เป็นพยานที่คณะกรรมการสอบสวนจะต้องซักไซ้จากการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหา หรือจาก พยานบุคคลอื่นแล้วปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นมาโดยทั้ง ๆ ที่ผู้กล่าวหาได้พยายามปกปิดเอาไว้ เพราะหากอ้างขึ้นมาก็จะทำให้ฝ่ายตนเสียหาย บางครั้งพยานบุคคลประเภทนี้ก็ได้จากการ ตรวจสถานที่เกิดเหตุ โดยมีผู้อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่าตนเองเป็นผู้เห็น หรือยืนยันว่า พยานบุคคลนั้น ๆ เห็น หรืออยู่ในที่เกิดเหตุ หรือน่าจะเห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ หรือผ่าน ไปพบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าพอดี ซึ่งพยานดังกล่าวนี้มักไม่ใช่เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ คู่กรณี นอกจากนี้พยานที่เป็นผู้ชำนาญการ เป็นผู้ออกความเห็น พยานบุคคลประเภทนี้ใน บางครั้งก็จำเป็นต้องเชิญมาสอบสวน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงละเอียดยิ่งขึ้นในบางประเด็น หรือรับ ฟังจากเอกสารที่ส่งมา

ฉะนั้น ในการสอบสวนพยานทั้งสามกลุ่มดังกล่าวข้างต้นนั้น คณะกรรมการสอบสวนจะต้องพิจารณาประเด็นที่จะสอบให้เป็นลูกโซ่สอดคล้องกัน อีกทั้งต้องปรากฏเหตุผลและที่มาของพยานด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

live webcam girls
Scroll To Top